วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

บทที่ 10 ศาสนาเต๋า

ศาสนาเต๋า



       ลัทธิเต๋า หรือ ศาสนาเต๋า เป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติ โดยคำว่า เต๋า แปลว่า "มรรค" หรือ "หนทาง" ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ด้วยอักษรและชื่อ ถ่ายทอดไม่ได้
เล่าจื๊อ ศาสดาของศาสนาเต๋าได้เขียนข้อความสื่อถึง "เต๋า" ไว้ในชื่อคัมภีร์ชื่อ "เต้าเต๋อจิง" 
      ศาสดาของศาสนาเต๋าชื่อเล่าจื๊อ (Lao-Tzu, Lao = แก่, Tzu = อาจารย์) แปลว่า นักปราชญ์ผู้เฒ่า เป็นชื่อสมญา ตำนานเล่าว่าเมื่อเกิดมามีผมขาวโพลนชื่อจริงคือ ลี้ตัน เกิดในตระกูลชาวนายากจนทางภาคกลางของจีนเมื่อปี 605 ก่อนค.ศ. เล่าจื๊อเป็นผู้ฉลาดตั้งแต่เด็ก ชอบสังเกตธรรมชาติ นิยมการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ รักสันโดษ ได้รับตำแหน่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมอาลักษณ์ เป็นนักปราชญ์และนักประวัติศาสตร์ประจำราชสำนัก เล่าจื๊อท้อแท้ใจกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงกันทั่วไป จึงลาออกจากราชการเพื่อไปหาความสงบอย่างสันโดษ มุ่งไปยังภูเขาทางทิศตะวันตก ตำนานเล่าว่าเมื่อถึงประตูเมือง นายประตูผู้รักษาด่านพรมแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งเมืองโฮนานจำท่านได้ ขอให้ท่านหยุดพักเพื่อเขียนคำสอนทางปรัชญาไว้ให้คนรุ่นหลัง เล่าจื๊อจึงเขียนคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต๋าเต๋อจิง เป็นอักษรจีนประมาณ 5,000 คำ จากนั้นก็เดินทางต่อไป ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครทราบเรื่องราวของท่านอีกเลย ปัจจุบันนี้คำสอนของเล่าจื๊อยังคงมีอิทธิพลมหาศาล ไม่ว่าจะรู้จักกันในชื่อศาสนาเต๋า หรือปรัชญาเต๋า หรือลัทธิเต๋า ความรู้ที่นักปราชญ์ฝ่ายเต๋าได้ช่วยกันสะสมและถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายชั่วคน ก็ได้กลายมาเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาอันลุ่มลึกและหลากหลาย ที่โลกปัจจุบันกำลังพยายามศึกษาด้วยความทึ่งและนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีวิทยาการสาขาใดเลยในอารยธรรมอันยาวนานของประเทศจีน ที่ไม่ได้รับอิทธิพลของมรดกทางปัญญาฝ่ายเต๋า รัฐศาสตร์ ศาสนา วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ จิตวิทยา จิตรกรรม ดนตรี วรรณคดี การละคร นาฏศิลป์ มัณฑศิลป์และยุทธศาสตร์ ล้วนมีความรู้แบบเต๋าเป็นรากฐานหรือส่วนประกอบสำคัญทั้งสิ้น
         แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่งในศาสนาเต๋าคือเรื่อง "ยินหยาง" ซึ่งหมายถึง ธรรมชาติที่เป็นของคู่
ตรงกันข้าม สิ่งที่เป็นของคู่


  • ยิน คือพลังลบ มีลักษณะสีดำ เป็นพลังเพศหญิง พบในทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้ความหนาวเย็น ความมืด อ่อนนุ่ม ชื้นแฉะ ลึกลับ และเปลี่ยนแปลง เช่น เงามืด น้ำ ฯลฯ
  • หยาง คือพลังบวกมีลักษณะสีแดง เป็นพลังเพศชาย พบในทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้ความอบอุ่น สว่างไสว มั่นคง สดใส เช่น ดวงอาทิตย์ ไฟ ฯลฯ
       เอกภพเกิดขึ้นโดยมียินและหยาง จากการปะทะกันของสองสิ่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็อุบัติขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังทั้งสองนี้ทั้งนั้น บางครั้งยินอาจมีพลังแข็งแรง แต่บางครั้ง หยาง ก็มีพลังมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ท่อนไม้ ตามปกติเป็นยิน แต่เมื่อโยนเข้าไปในกองไฟ ก็เปลี่ยนรูปเป็นหยางไป ในชีวิตยินและหยางก่อให้เกิดความล้มเหลวและความสำเร็จ เป็นต้น เช่นเดียวกัน หยางและยินไม่ใช่เป็นตัวแทนของความดีและความชั่ว แต่ทั้งสองนี้มีความจำเป็นต่อกฎเกณฑ์และระเบียบของเอกภพ ทั้งสองนี้ไม่ใช่อยู่ในภาวะปะทะกันตลอดเวลา แต่ยามใดมีความสามัคคีกัน ทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นสิ่งดีด้วยกัน

คำสอนของศาสนาเต๋า       คำสอนของเล่าจื๊อเป็นแนวทางครองชีวิตของผู้ใฝ่รู้เพื่อพัฒนาจิตใจของตนเอง โดยเน้นการดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ กลมกลืนกับธรรมชาติ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ เพื่อจะได้มีความสงบในจิต นอกจากนี้เล่าจื๊อยังเน้นการรู้จักบังคับตนเองอีกด้วย คำสอนของเล่าจื๊อจัดเป็นปรัชญามากกว่าศาสนา เน้นจริยธรรมมากกว่าพิธีกรรม  ก่อนที่ปรัชญาเต๋าจะกำเนิดขึ้น คนจีนนับถือธรรมชาติ พวกเขาสังเกตเห็นลักษณะ 3 ประการของธรรมชาติ ได้แก่
      1. การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างมีระบบ เช่น กลางวันกับกลางคืน และฤดูกาลต่างๆ
      2. การเกิดดับของสรรพสิ่ง
      3. ลักษณะที่ปรากฏเป็นสิ่งตรงกันข้ามนั้น ความจริงเป็นเอกภาพ เช่น ความร้อนกับความหนาว หากไม่มีความร้อนเราจะไม่รู้จักความหนาวเลย

คัมภีร์ของศาสนาเต๋า     คัมภีร์ของศาสนาเต๋า เรียกว่า “เต๋าเต็กเก็ง” เต๋า แปลว่า ทาง คำว่า เต็ก แปลว่าคุณธรรม หมายถึงการแสดงออกของสัจธรรม คุณธรรมที่เรารู้เห็นได้ คำว่า เก็ง แปลว่าวรรณคดี “เต๋าเต็กเก็ง” เป็นบทกวีใช้ภาษาวรรณคดี มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
     - หลักจริยธรรม
     - อภิปรัชญา
     - รัฐศาสตร์การปกครอง
     - คุณธรรมของนักปกครอง
     - ความสันโดษ การสละโลก
คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งมีความยาวประมาณ 5, 500 คำ มี 81 บท แบ่งเป็น 2 ภาค คือ 
     1. ภาคแรกประกอบด้วยบทที่ 1ถึง 37 รวมเป็น 37 บท เริ่มต้นด้วยคำว่า เต๋า กล่าวถึงความจริงสูงสุด คือ เต๋า ลักษณะและธรรมชาติของเต๋า การเกิดสิ่งต่างๆ หลักจริยธรรมและวิธีเข้าถึงเต๋า
     2. ภาคที่สองประกอบด้วยบทที่ 38 ถึง 81 รวมเป็น 44 บท เริ่มต้นด้วยคำว่า เต้ ซึ่งแปลว่า คุณธรรม กล่าวถึงลักษณะการปกครองที่ดีและรัฐในอุดมคติแบบเต๋า ลักษณะของนักปราชญ์ที่แท้จริง และวิธีดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข



พิธีกรรม
     ศาสนาเต๋าเริ่มต้นด้วยการเป็นปรัชญา จึงไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติสำหรับบรรดาศิษย์ มีแต่ข้อคิดและคำสอน  เมื่อมีการประยุกต์คำสอนของเล่าจื๊อเข้ากับคำสอนของขงจื้อ และพระพุทธศาสนา ศาสนาเต๋าก็รับอิทธิพลของศาสนาทั้งสองในด้านพิธีกรรมเข้ามาด้วย ต่อมาเมื่อไสยศาสตร์เข้ามามีบทบาทสำคัญในศาสนาเต๋า จึงเกิดพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์คาถาและการปลุกเสก พิธีไล่ผี เซ่นไหว้เทพเจ้า นักบวชเต๋ากลายเป็นที่ปรึกษาหาฤกษ์ยามและวันมงคลสำหรับประกอบพิธีต่างๆ ปัจจุบันในวัดเต๋า เช่นที่ไต้หวัน มีการสวดมนตร์ประจำวัน ในวันขึ้นปีใหม่(ตรุษจีน)และเทศกาลถือศีลกินเจ มีการสวดมนตร์ รำดาบ ปัดแส้ พรมน้ำมนตร์ เผากระดาษเหลืองและเซ่นไหว้เทพเจ้าด้วยอาหารและผลไม้

แนวคิด       
      1. ศาสนาเต๋า เกิดในประเทศจีน ประมาณ 61 ปี ก่อนพุทธศักราช เริ่มแรกนั้นยังไม่เป็นศาสนา เป็นเพียงปรัชญาเท่านั้น ไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าข้อคิดและคำสอน ต่อมาภายหลังจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นศาสนาที่มีองค์ประกอบตามลักษณะของศาสนา ศาสนาเต๋าเป็นอเทวนิยม ศาสดาของศาสนาเต๋าคือ เล่าจื๊อ
      2. คัมภีร์ของศาสนาเต๋า คือคัมภีร์เต้าเตกเกง หลักคำสอนที่สำคัญในศาสนาเต๋า มีดังนี้ สมบัติอันเป็นรัตนะ 3 ประการ ชีวิตจะดีได้ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ลักษณะคนดีและชีวิตที่มีสุขสูงสุด ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ 3 ประการ และปรัชญาในการดำเนินชีวิต 4 ประการ
     3. ศาสนาเต๋ามีพิธีกรรมที่สำคัญดังนี้ พิธีบริโภคอาหารเจ พิธีปราบผีปีศาจ พิธีไล่ผีร้าย พิธีส่งวิญาณผู้ตาย และพิธีกราบไหว้บูชาวิญญาณของบรรพบุรุษ จุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตของศาสนาเต๋า อันเป็นความสุขที่แท้จริงและนิรันดร์ก็คือ เต๋า การที่จะเข้าถึงเต๋า หรือรวมอยู่กับเต๋าเป็นเอกภาพเดียวกันได้ จะต้องบำเพ็ญตนให้ดำเนินไปตามทางของธรรมชาติ ให้มีความ สงบระงับ ครองชีวิตในทางที่กลมกลืนกับธรรมชาติสามารถทำใจให้สงบตามทางของธรรมชาติ(เต๋า) ชาวเต๋าเชื่อว่าชีวิตในโลกนี้มีครั้งเดียว จากนั้นไปสู่โลกวิญญาณชั่วนิรันดร 
    4. ศาสนาเต๋ามีอยู่หลายนิกาย แต่ว่ามีนิกายใหญ่ๆ 2 นิกาย คือนิกายเช็ง-อิ และนิกายชวน-เชน ศาสนาเต๋ามีสัญลักษณ์เป็นรูปเล่าจื้อขี่กระบือ และสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือรูปหยิน-หยาง

    5. ฐานะปัจจุบันของศาสนา ปัจจุบันนี้ศาสนิกของศาสนาเต๋ามีประมาณ 183 ล้านคน กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ที่ชาวจีนอาศัยอยู่มาก เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ อยู่ใน

ประเทศจีน







บทที่ 9 ศาสนาบาไฮ

ศาสนาบาไฮ



         ศาสนาบาไฮ  (อังกฤษ: Bahá'í Faith) เป็นศาสนาก่อตั้งใน ค.ศ. 1844 ในอาณาจักรเปอร์เซีย (ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของประเทศอิหร่าน) มีศาสดาชื่อ พระบาฮาอุลลอฮ์ ศูนย์กลางบาไฮโลกอยู่ที่เมืองไฮฟา มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 2 แห่ง คือ พระสถูปของพระบาฮาอุลลอฮ์อยู่ที่เมืองอัคคา และ พระสถูปของพระบ๊อบอยู่ที่เมืองไฮฟา ในประเทศอิสราเอล ปัจจุบันเผยแผ่ไปกว่า 190 ประเทศ เป็นศาสนาที่เผยแผ่กว้างไกลเป็นอันดับสองรองจากศาสนาคริสต์

ศาสดาของศาสนาบาไฮ
        พระบาฮาอุลลาห์เป็นที่ยอมรับของประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกว่าเป็นศาสดาผู้นำข่าวสารของพระผู้เจ้าสำหรับยุคสมัยนี้ตามคำทำนายของพระคัมภีร์ต่างๆ ศาสนาบาไฮได้ก่อตั้งขึ้นโดยยึดคำสอนของพระบาฮาอุลลาห์เป็นหลัก พระบาฮาอุลลาห์ประสูติเมื่อ ค.ศ. 1817 ในครอบครัวที่สูงส่งในประเทศอิหร่าน ตั้งแต่วัยเยาว์ พระองค์มีสติปัญญาซึ่งพัฒนาเกินวัยอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ไม่ได้เล่าเรียน ท่านยังอุทิศพระองค์โดยเฉพาะให้แก่การบรรเทาสภาพทุกข์ยากของคนยากจน พระนามจริงของพระองค์คือ มีร์ซา ฮุสเซ็น อาลี แต่พระองค์ทรงเรียกพระองค์เองว่า “บาฮาอุลลาห์” ซึ่งหมายถึง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งเป็นคำนำหน้าพระนามซึ่งพระบ๊อบ (ผู้เบิกทาง) ใช้เรียกพระองค์ คำสอนของพระบาฮาอุลลาห์ทำให้พระองค์ถูกขับไล่และเนรเทศเป็นเวลานานถึง 40 ปี และในที่สุดก็ได้สิ้นสุด ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ (ปาเลสไตน์) ซึ่งตรงกับคำทำนายของ คัมภีร์ ไบเบิล พระองค์ได้ปรินิพพานในปี ค.ศ. 1892

คัมภีร์ของศาสนาบาไฮ     คัมภีร์ศาสนาบาไฮมีหลายเล่ม เพราะถือธรรมนิพนธ์ของศาสดาบาไฮทุกองค์เป็นตัวคัมภีร์ของศาสนาบาไฮ แต่ที่ให้ความสำคัญมาก ก็คือธรรมนิพนธ์ของพระบาฮาอุลลาห์ ได้แก่
       1. คัมภีร์ (กิตาบี) อัคคัส ว่าด้วยธรรมวินัยต่างๆ เช่น บาไฮศาสนิกชนต้องสวดมนต์ ต้องถือศีลอด 19 วัน ต้องร่วมงานฉลองบุญทุกต้นเดือน ต้องรำลึกถึงวันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ต้องดำเนินชีวิตอย่างสุขสงบและสามัคคี ต้องให้การศึกษาแก่บุตรหลาน และต้องเว้นอบายมุข เป็นต้น ชาวบาไฮถือว่า คัมภีร์อัคคัส เป็นคัมภีร์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เพราะนอกจากเป็นนิพนธ์ของพระบาฮาอุลลาห์แล้ว ท่านยังได้ประทับตราประจำตัวของท่านไว้ด้วย
       2. คัมภีร์วจนะที่ซ่อนเร้น (The Hiden Words) ว่าที่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และความจริงพื้นฐานของศาสนาต่างๆ    3. คัมภีร์หุบผาทั้ง 7 และทั้ง 4 (The Seven and Four Valleys) ว่าด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์ผู้แสวงหาจะต้องพบอะไรบ้าง
       4. คัมภีร์อิกัน (Igan) คัมภีร์แห่งความมั่นใจ คัมภีร์นี้ว่าด้วยการอธิบายคำสอนที่ยากและซับซ้อนมากในปรัชญาของคัมภีร์เก่าๆ และว่าด้วยพระศาสดาที่พระเจ้าทรงส่งลงมายังโลกมนุษย์เป็นคราวๆ อีกด้วย


หลักคำสอนสำคัญของศาสนาบาไฮ       บาไฮเป็นศาสนาสากลที่มีความเป็นอิสระ และมีศาสนิกชนอยู่เกือบทุกประเทศ ศาสนิกชน บาไฮเชื่อว่าศาสนาของพวกเขาไม่ได้เป็นลัทธิหรือนิกายของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามหรือศาสนาอื่นๆ และมิได้เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพระคัมภีร์ของศาสนาใด แต่ศาสนทูตของพวกเขาได้รับแรงดลใจจากพระผู้เป็นเจ้าให้ลิขิตธรรมขึ้นมา คำสอนในศาสนาบาไฮจึงเน้นความสามัคคีในระหว่างศาสนา เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าพระวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์จะหวนกลับมาในแต่ละยุคในกายของศาสดา ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์ทุกคนได้ทราบพระประสงค์ของพระองค์ ศาสดาแต่ละองค์จึงอธิบายกฎและคำสอนต่างๆ ที่เข้ากับยุคสมัย และจะมีการทำนายการมาของศาสดาที่จะมาสถาปนาอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้ ในที่สุดเพื่อจะนำมนุษย์ไปสู่ยุคทองแห่งสันติภาพ นั้นหลักคำสอนเบื้องต้นที่สำคัญของบาไฮมี 3 ประการ คือ
       1. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระผู้เป็นเจ้า 
           ศาสนาบาไฮเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่ที่ชื่อเรียกหลากหลายออกไปเพราะขึ้นอยู่กับสภาพท้องถิ่นของแต่ละชาติแต่ละภาษา แต่แท้จริงแล้วพระเจ้าคือ สัจธรรมที่เที่ยงแท้ เป็นแหล่งวิทยาการทั้งปวง มีอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ครอบจักรวาล และเป็นอยู่ตลอดกาล พระองค์ทรงเป็นนามธรรมที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยภาษาของวัตถุ เราจึงไม่สามารถเห็น หรือเข้าใจพระองค์ได้นอกจากอาศัยศาสดาต่างๆ ซึ่งเป็นผู้แทนของพระองค์ที่พระองค์ได้เลือกแล้ว     
       2. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของศาสนาทั้งปวง
          ศาสนาต่างๆ มาจากที่มาเดียวกันคือ พระเจ้า ดังนั้นคำสอนของศาสดาทั้งหลายจึงมาจากแหล่งความรู้อันศักดิ์สิทธ์ที่เดียวกัน และมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันคือ สอนให้มนุษย์เป็นคนดีและมีความรักในกันและกัน
       3. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมนุษยชาติ
          แม้ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างในด้านเผ่าพันธุ์ ชาติ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ทั้งหมดนี้มาจากครอบครัวเดียวกัน จึงเปรียบเทียบเหมือนใบไม้เดียวกัน
         คำสอนทั้ง 3 ข้อนี้เป็นพื้นฐานความเข้าใจที่จะนำไปสู่คำสอนทั่วๆไป 4ประการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 
      1. การแสวงหาความจริงอย่างอิสระ คือ การแสวงหาความจริงด้วยตนเอง ไม่ใช่ยอมรับตามครอบครัวหรือเพื่อน
      2. ขจัดอคติทุกชนิด อคติในที่นี้ได้แก่ อคติทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สีผิว เชื้อชาติ และศาสนา เพราะสิ่งเหล่านี้ทำลายล้างความเป็นปึกแผ่นของมนุษย์
      3. การให้ความเสมอภาค บุรุษและสตรีต้องมีความเท่าเทียมกัน เฉกเช่นปีกสองข้างของนกที่จะต้องช่วยกันกระพือเพื่อเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า
      4. การศึกษาสากล บาไฮเชื่อว่าการศึกษาที่สำคัญ คือ การศึกษาเพื่อให้รักพระผู้เป็นเจ้า และจะต้องมีเจตคติในการรับใช้มนุษยชาติ การศึกษาในเรื่องเหล่านี้เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต และเป็นสิ่งสำคัญกว่าการจดจำข้อมูล เพราะถ้าการศึกษาเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง มนุษยชาติจะเปลี่ยนแปลง และโลกนี้จะเป็นสวรรค์บนดินโดยไม่ต้องรอต่อเมื่อตายไปแล้ว
      5. การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีทางศีลธรรม คือ การตกลงปรึกษาหารือกัน เป็นหุ้นส่วนและแบ่งปันผลกำไรอย่างยุติธรรม การจัดเก็บภาษีจึงควรเป็นด้วยความสมัครใจไม่ใช่การบังคับ โดยแต่ละคนให้ส่วนหนึ่งจากรายได้ของตนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว
      6. ศาสนาต้องสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ หากศาสนาอยู่เหนือวิทยาศาสตร์จะทำให้เกิดความบ้าคลั่งและความงมงายทางศาสนา และถ้าวิทยาศาสตร์ไม่ได้นำมาใช้ทางวิทยาศาสตร์จะเป็นสิ่งทำลายล้าง
      7. การมีสันติภาพสากลและรัฐบาลแห่งโลก พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานโลกให้แก่มนุษย์แต่มนุษย์เป็นผู้แบ่งแยกโลกออกเป็นเขตแดน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะสถาปนาสหพันธ์รัฐแห่งโลกเพื่อบริหารในทุกดินแดนของโลกอย่างยุติธรรมภายใต้รัฐบาลเดียวกัน แต่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จะต้องปกป้องและอภิรักษ์ไว้ เมื่อนั้นมนุษย์จะเห็นว่าโลกของเราเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความสมานความสามัคคีกัน
     8. ขจัดความมั่นคงและความยากจนที่มากเกินไป การมีรัฐบาลแห่งโลกจะช่วยในการบริหารทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน และช่วยขจัดความเกินล้นทางเศรษฐกิจ คือ ความมั่นคงและความขัดสน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานหนักจะมิได้รับรางวัลสำหรับงานของตน เพราะคนทุกคนจะต้องทำงานให้สุดความสามารถของตนอยู่เสมอ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้พรสวรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้และเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญจากพระองค์ 
     9. การมีภาษาสากล เมื่อทั่วโลกเป็นหนึ่งเดียวกันควรมีภาษาใดภาษาหนึ่งใช้เป็นภาษาสากลเพื่อว่าทุกๆ คนจะได้เข้าใจกันและกัน และหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่เกิดจากการสื่อสารไม่ได้เต็มที่
    10. การมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาล การสร้างรัฐบาลแห่งโลกนั้นเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหาใช่ความประสงค์และแรงจูงใจทางการเมืองของบาไฮ เพราะบาไฮมีข้อห้ามที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการต่อต้านศาสนานั้น อีกทั้งชาวบาไฮไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือองค์การลับใดๆ แต่ชาวบาไฮจะต้องรักชาติ ส่งเสริมประโยชน์ให้แก่ประเทศของตนโดยไม่เห็นแก่ตัวและมีความเชื่อฟังในรัฐบาล โดยมียกเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือ ถ้ารัฐบาลนั้นออกคำสั่งให้บาไฮเลิกนับถือศาสนาของตน ชาวบาไฮไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งแม้จะถูกลงโทษหรือถูกฆ่าก็ตาม
    11. การงดเว้นจากแอลกอฮอล์และยาเสพติด ศาสนาบาไฮห้ามศาสนิกชนทุกคนดื่มเแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีผลต่อการทำลายจิตใจและความเป็นมนุษย์
    12. ห้ามการนินทา การนินทาลับหลังเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก ฉะนั้นจึงเป็นข้อห้ามสำหรับบาไฮ
         นอกจากนี้ยังมีคำสอนอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตหลังความตาย นรกและสวรรค์ บาไฮเชื่อในความมีอยู่ของจิตวิญญาณมนุษย์ว่า มีความคงทนถาวรตราบเท่าที่อำนาจของพระเจ้ายังมีอยู่ และเป็นสิ่งที่ลึกลับยากแก่การที่จะเข้าใจเป็นสิ่งแรกในสภาพสิ่งทั้งปวงที่ประกาศความสมบูรณ์เลิศของพระผู้สร้าง หากวิญญาณซื่อสัตย์ต่อพระผู้เป็นเจ้า วิญญาณนั้นจะสะท้อนความสว่างของพระองค์และกลับไปหาพระองค์ในที่สุด แต่ถ้าวิญญาณไม่จงรักภักดีต่อพระผู้สร้างของตนเองแล้ว วิญญาณนั้นจะกลายเป็นเหยื่อของอัตตาและกิเลส และจะต้องหมักจมอยู่ในนั้น วิญญาณจะปฏิบัติในโลกกายภาพนี้ด้วยความช่วยเหลือของร่างกาย เมื่อวิญญาณจากร่างกายไปแล้ววิญญาณจะปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องใช้สื่อกลางสามารถเดินทางผ่านไปในอีกหลายภพ ซึ่งเป็นภพแห่งวิญญาณ ดังนั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้วิญญาณจำเป็นต้องพัฒนาบรรลุคุณธรรมต่างๆ เช่น ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้อเฟื้อ ฯลฯ หากไม่ได้บรรลุคุณธรรมเหล่านี้ วิญญาณจะต้องพิการในภายหลังที่ร่างกายตายไปและเข้าไปหาพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างเชื่องช้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความปรานีของพระองค์ สำหรับความคิดในเรื่องสวรรค์และนรก ชาวบาไฮเชื่อว่าเป็นสภาวะมากกว่าเป็นสถานที่และเราสามารถอยู่ในสวรรค์หรือนรกได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สวรรค์คือภาวะอันประเสริฐที่ได้ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าและบรรลุโดยการเชื่อฟังพระประสงค์ของพระองค์ นรกคือการอยู่ห่างไกลจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งผลที่ตามมาคือความทุกข์และสิ้นหวัง
       
พระเจ้าสูงสุดของศาสนาบาไฮ
       ศาสนาบาไฮเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้ามีเพียงองค์เดียวแต่รู้จักกันตามชื่อที่เรียกต่างๆ กัน แต่ทั้งหมดนี้หมายถึงพระผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดนั้น พระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้สร้างสรรพสิ่ง และพระผู้ดำรงอยู่นิรันดร์ ไม่มีใครที่เคยเห็นพระองค์แม้นว่ามีความนึกคิดเกี่ยวกับพระองค์โดยอาศัยการสังเกตความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์ทรงอยู่เหนือประสบการณ์ของมนุษย์ และอยู่เหนือทรรศนะของมนุษย์ แต่เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจจึงอ้างถึงพระองค์ด้วยพระนามต่างๆ จากธรรมนิพนธ์บาไฮ ได้บอกไว้ว่า "มนุษย์ไม่สามารถหยั่งรู้สาระของพระผู้เป็นเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงเร้นลับอยู่ในสาระอนันต์ของพระองค์และสภาวะของพระองค์จะคงซ่อนเร้นจากสายตาของมนุษย์ชั่วนิรันดร์"
แม้ว่าพระองค์จะมีอยู่อย่างยากที่มนุษย์จะเข้าใจ แต่พระองค์ก็ทรงส่งครูมาบอกเราว่า พระผู้เป็นเจ้าคืออะไร ครูเหล่านี้ถูกเรียกหลายอย่าง เช่น พระอวตาร ศาสดา และพระผู้แสดงธรรมของพระผู้เป็นเจ้านั้น ครูเหล่านี้เป็นมนุษย์พิเศษที่ถูกเลือกโดยพระผู้เป็นเจ้า เพื่อชี้แนวทางในการดำเนินชีวิต และนำทางมนุษยชาติตามแผนงานของพระองค์ ครูเหล่านี้มีธรรมชาติ 2 ลักษณะในตัว คือเป็นมนุษย์เหมือนเรา แต่มีวิญญาณที่อิสระเหนือขีดจำกัดของร่างกาย อำนาจของพระเป็นเจ้าปฏิบัติการผ่านทางครูหรือศาสดาเหล่านี้ ดังนั้นท่านเหล่านี้จึงมีชัยเหนือหัวใจของมนุษย์ในที่สุด  ครูหรือศาสดาแต่ละท่านจะสะท้อนคุณลักษณะ และคุณสมบัติของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ความรัก ความเมตตาปรานี ความเอื้อเฟื้อ ความอดทน และความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น ดังนั้นทางเดียวที่เราจะรู้จักพระเป็นเจ้าได้ คือการมองไปยังครูหรือศาสดาทั้งหลายเหล่านี้และปฏิบัติตามท่าน เมื่อผู้ใดสวดอธิษฐาน ทำสมาธิ เพื่อจะบรรลุคุณธรรมและคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า เราอาจกล่าวได้ว่า ผู้นั้นกำลังพัฒนาตนเพื่อที่เป็นรูปจำลองของพระผู้
เป็นเจ้า

พิธีกรรมของศาสนาบาไฮ  ศาสนิกชนของบาไฮมีพิธีกรรมที่ต้องการกระทำ คือ
      1 การสวดมนต์ทุกวัน ผู้นับถือศาสนาบาไฮถือว่าการสวดมนต์เป็นการติดต่อกับพระเจ้า อีกทั้งเป็นการพัฒนาจิตใจ การสวดมนต์จึงเป็นรากฐานของศาสนาบาไฮ เพราะฉะนั้นศาสนิกชนบาไฮจะต้องสวดมนต์ทุกวันในเวลาเช้า เที่ยงวัน และเวลาค่ำ
      2 การอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน ผู้นับถือศาสนาบาไฮจะต้องอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน ในเวลาตื่นเช้าและเข้านอน การอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน จะช่วยทำให้เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นตามลำดับ จิตใจจะแน่นอยู่กับพระเจ้าอยู่เสมอ เมื่อใจแนบแน่นอยู่กับพระเจ้า ก็เท่ากับกำจัดกิเลสโดยอัตโนมัติ
     3 พิธีสมรส เป็นพิธีที่ทั้งสองฝ่ายมีความเต็มใจที่จะร่วมชีวิตกัน โดยต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย จึงจะแต่งงานกันได้แต่ต้องติดต่อกับธรรมสภา และในพิธีทั้งสองฝ่ายต้องกล่าวปฏิญาณต่อกันว่า "เราทุกคนจะยึดถือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าด้วยความสัตย์จริง"หลังจากนั้นอาจจะมีการอ่านธรรมนิพนธ์และบทสวดอธิษฐาน นอกเหนือจากนี้เป็นความปรารถนาของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่จะจัดเสริมออกไปอย่างไรก็ได้
     4 การถือศีลอด ผู้นับถือศาสนาบาไฮจะถือศีลอดประจำปีตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ถึงวันที่ 20 มีนาคม เป็นเวลาทั้งหมด 19 วัน ในระยะเวลาช่วงนี้ศาสนิกชนบาไฮจะต้องตื่นก่อนตะวันขึ้นเพื่อรับประทานอาหาร สวดมนต์อธิษฐาน เพราะหลังจากตะวันขึ้นแล้วห้ามมีอะไรผ่านเข้าปากแม้แต่น้ำจนกระทั่งตะวันตกดินจึงจะสวดอธิษฐานและรับประทานอาหารในตอนค่ำ บุคคลที่ถือศีลอดมีอายุระหว่าง 15-70 ปี ยกเว้นผู้ป่วย หญิงมีครรภ์ แม่ที่ให้นมลูก ผู้ใช้แรงงานมาก และผู้ที่เดินทางไกล การถือศีลอดนี้ ผู้นับถือบาไฮเชื่อกันว่าเป็นการละความเห็นแก่ตัวและกิเลส อีกทั้งเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูจิตใจอย่างแท้จริง
     5 การตาย การทำศพของบาไฮใช้วิธีฝังไม่มีการเผาเพราะร่างกายเป็นบัลลังก์แห่งวิหาร ภายในของวิญญาณ และต้องการเคารพในร่างกายที่ก่อขึ้นมาทีละน้อยในครรภ์มารดา จึงต้องปล่อยให้สลายเน่าไปทีละน้อย นอกจากพิธีกรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีหลักปฏิบัติอย่างหนึ่งของศาสนิกชนบาไฮที่ ไม่จัดเป็นพิธีกรรมหรือวันสำคัญ นั่นคือ การแสวงบุญที่ผู้นับถือบาไฮทุกคนควรหาโอกาสในชีวิตไปชมสักการสถานเหล่านี้ ถึงแม้ว่าสักการสถานของบาไฮมีหลายแห่ง แต่ที่อยู่ในประเทศอิหร่านและอิรักนั้นไม่สามารถไปเยี่ยมชมได้เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย        ดังนั้น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบาไฮส่วนมากจึงอยู่ในอิสราเอล คือที่ไฮฟาและอัคคา ปัจจุบันนี้เป็นศูนย์กลางแห่งโลกของศาสนาบาไฮ สภายุติธรรมสากลได้เชิญผู้แสวงบุญทั้งหลายให้ไปเยี่ยมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ครั้งละ 9 วัน เพื่อสวดอธิษฐาน ณ สถูปต่างๆ เช่น สถูปของพระบ๊อบ อาคารเก็บหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาคารที่ทำการของสภายุติธรรมสากลบนภูเขาคาเมลในไฮฟา เมืองอัคคา และสุสานของพระบาฮาอุลลาห์ที่บาห์จี





หลักความเชื่อและจุดหมายสูงสุด
         ศาสนาบาไฮ สอนว่า ศาสนาบาไฮเป็นศาสนาที่แท้จริงของมนุษยชาติ มีเพียงศาสนาเดียว เป็นศาสนาสากล ส่วนศาสนาอื่นๆ ล้วนแต่มาจากศาสนาบาไฮทั้งสิ้น กล่าวคือ ศาสนาบาไฮเชื่อว่า ศาสนาต่างๆ มาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่คนอาจเรียกพระองค์ด้วยพระนามต่างๆ กันไป ส่วนศาสดาของศาสนาต่างๆ ก็คือตัวแทนของพระองค์ที่ทรงส่งลงมา เพื่อเปิดเผยสัจธรรมของพระองค์แก่มนุษยชาติ ส่วนที่ต้องมีศาสดามากมายในยุคสมัยต่างๆ ก็เพราะสัจธรรมมีมาก หากพระเจ้าจะทรงให้ใครมาเปิดเผยความจริงทั้งหมดทีเดียว ก็เกินวิสัยที่มนุษย์จะรับได้จึงต้องใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นพระเจ้าจึงส่งศาสดามาตามยุคสมัยต่างๆ เพื่อนำสัจธรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นมาให้มนุษย์ปฏิบัติ ดุจเดียวกับการเจริญเติบโตของคนเป็นวัยต่างๆ จากเด็กทารก เด็ก หนุ่มสาว กลางคน และแก่เฒ่า ซึ่งแต่ละวัยก็มีวุฒิภาวะต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีครูมาสอนตามสถานศึกษาในระดับต่างๆ โรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยม วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย
        ดังนั้นศาสดาแต่ละองค์อาจมีคำสอนแตกต่างบ้าง มีวิธีการสอนแตกต่างกันบ้าง และเรียกศาสนาแตกต่างกัน ก็เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยนั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ศาสดาแต่ละองค์จึงไม่ปฏิเสธคำสอนของศาสดาองค์ก่อนๆ อีกทั้งได้เพิ่มเติมคำสอนใหม่ๆ เข้าไปด้วย
       ศาสนาบาไฮเชื่อว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน เพราะมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และด้วยความเชื่อดังที่กล่าวมา จึงไม่ควรมีปัญหาทะเลาะวิวาทกันในเรื่องพระเจ้า ศาสนาและชั้นวรรณะ เพราะทุกอย่างมาจากแหล่งเดียวกัน พระบาฮาอุลลาห์กล่าวว่า "ศาสนาที่แท้จริงทั้งหลายมาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน พระองค์ตรัสสัจธรรมผ่านศาสดาในยุคต่างๆ สัจธรรมได้วิวัฒนาการต่อเนื่องกัน และเป็นอมตธรรม" ศาสนาบาไฮเชื่อว่า เมื่อคนตายแล้ว วิญญาณได้ตายตามร่างกายไม่ วิญญาณเป็นอมตะและจะรอการพิพากษาในวันสิ้นโลก จากนั้นก็จะขึ้นสวรรค์หรือนรกตามกรรมที่ทำไว้ต่อไป ผู้ที่ขึ้นสวรรค์ก็จะได้ไปอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร ไม่ต้องกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก ดุจนกหลุดออกจากกรงขังสู่โลกกว้างแล้วก็จะไม่ปรารถนากลับสู่กรงขังอีกก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นการตายของร่างกายจึงเป็นการเกิดของวิญญาณในอาณาจักรพระเจ้า เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ บาไฮศาสนิกชนเชื่อว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากก้อนดิน ทั้งกำหนดชะตาลิขิตไว้ด้วย แต่พระองค์ก็ทรงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาด้วย เช่น พระเจ้าทรงสร้างหัวนมพร้อมทั้งน้ำนมให้หลั่งออกมาจากถันทั้ง 2 ของมารดา ทรงสร้างมารดาให้มีตาเพื่อคอยดูแลลูก ทรงสร้างหัวใจให้แก่มารดา เพื่อจะได้รักและเมตตาต่อลูกของนาง นอกจากนี้พระเจ้ายังได้ทรงสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ สำหรับสอนมนุษย์ให้สำนึกถึงความดีของพระเจ้า จะได้ทำความดีแล้วจะได้กลับไปหาพระองค์อีก

สัญลักษณ์ของศาสนาบาไฮ     ในศาสนาบาไฮได้ทำรูปสัญลักษณ์เป็น 2 แบบ คือ
      แบบที่ 1 คือคำว่า ยาบาฮาอุลลาห์ภา เขียนตามแบบภาษาอาหรับ มีความหมายว่า ข้าแต่พระผู้ทรงความรุ่งโรจน์ เหนือความรุ่งโรจน์

       แบบที่ 2 เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ เส้นบนหมายถึง ภพของพระเจ้า เส้นกลางหมายถึงพระศาสดา และเส้นล่างหมายถึงภพของมนุษย์ ส่วนเส้นแนวดิ่งหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สืบจากพระเจ้าผ่านมาทางศาสนา เพื่อนำพระประสงค์ของพระองค์มาให้มนุษย์ทราบ ส่วนดาวสองดวงบ่งบอกว่า ในยุคนี้มีพระศาสดาคือพระบ๊อบและพระบาฮาอุลลาห์



บทบาทของศาสนาบาไฮต่อสังคม
        ศาสนาบาไฮนับตั้งแต่ท่านโชกิ เอฟเฟนดี ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2500 ระบบสืบตำแหน่งแทนก็เป็นอันสิ้นสุด ชาวบาไฮจึงได้จัดตั้งองค์กรมาบริหารศาสนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2506 แบ่งเป็น 3 ระดับ จากต่ำไปหาสูง คือ
      1. ธรรมสภาท้องถิ่น      2. ธรรมสภาแห่งชาติ
      3. ธรรมสภายุติธรรมสากล
        ศาสนาบาไฮ ถึงแม้จะเป็นศาสนาใหม่ล่าสุด แต่ก็กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีศาสนิกของศาสนาบาไฮอยู่เกือบทั่วทุกมุมโลก โดยมีศาสนิกประมาณ 10 ล้านคน มี ธรรมสภาแห่งชาติไม่น้อยกว่า 148 แห่ง มีธรรมสภาท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 30,304 แห่ง และมีการแปลคัมภีร์ศาสนาบาไฮออกเป็นภาษาต่างๆ ไม่น้อยกว่า 756 ภาษา โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีสำนักสาขาอยู่ทุกรัฐ และสำนักงานใหญ่ที่เมืองวิลเมตต์ บนฝั่งทะเลสาบมิชิแกน ใกล้เมืองชิคาโก แม้ในประเทศไทยก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซอยหลังสวน ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ และยังมีสาขาต่างจังหวัดที่ เชียงใหม่ สงขลา และยโสธร อีกด้วย
ศาสนาบาไฮในทรรศนะทั่วไปถือกันว่า เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาอิสลาม โดยแยกตัวมาจากนิกายชิอะห์ นิกายชิอะห์เชื่อว่าหลังจากอิหม่ามหรือกาหลิบอาลีสิ้นชีวิตแล้ว ก็จะมีอิหม่ามสืบสายต่อมาอีก 12 คน แต่คนที่ 12 ได้หายไปในคริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่มุสลิมนิกายชีอะห์เชื่อว่าสักวันหนึ่งในอนาคตจะมาปรากฏอีก ต่อมาพระบ๊อบได้ประกาศว่าตัวท่านนี่แหละคืออิหม่ามที่ 12 ทั้งได้ปฏิรูปศาสนาอิสลามเสียใหม่ อันเป็นเหตุถึงแก่ความตาย เพราะถูก ยิงเป้าในปี พ.ศ. 2393 แต่ชาวบาไฮถือว่า ศาสนาบาไฮเป็นศาสนาอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับศาสนาใด เพราะศาสนาบาไฮมีศาสดา หลักการ คัมภีร์ศาสนา ปฏิทินศาสนา โบสถ์ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เป็นต้น เป็นของตน จนได้ทำเรื่องเสนอให้องค์การสหประชาชาติรับรองว่าเป็นศาสนาอิสระศาสนาหนึ่งของโลก เมื่อ พ.ศ. 2490 ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติ ก็ได้รับรองสถานะดังที่เสนอมา แต่ศาสนาบาไฮในประเทศอิหร่านได้รับความกระทบกระเทือนมาก เพราะในปี พ.ศ. 2522 สมัยปฏิวัติศาสนาอิสลาม โดยมีอยาตอลละห์ รุฮอลลาห์ โคไมนี่เป็นหัวหน้าปกครองประเทศอิหร่าน เป็นสมัยที่ศาสนาบาไฮได้รับความเดือดร้อนเป็นที่สุด เพราะถูกถือว่าเป็นศาสนามิจฉาทิฏฐิ ชาวบาไฮถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก ที่ถูกจำคุกก็มีมากมาย ทรัพย์สินและบ้านเรือนถูกยึด สมบัติของศาสนา สุสาน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ อีกทั้งเตรียมจะออกกฎหมายให้ถือว่า การฆ่าชาวบาไฮไม่ผิดอีกด้วย จึงเป็นเคราะห์ร้ายที่สุดของชาวบาไฮในประเทศอิหร่านซึ่งเป็นแผ่นดินที่เกิดของศาสนาบาไฮเอง



บทที่ 8 ศาสนาโซโรอัสเตอร์


ศาสนาโซโรอัสเตอร์




        ศาสนาโซโรอัสเตอร์เกิดในประเทศเปอร์เซีย หรือประเทศอิหร่านในปัจจุบัน เมื่อประมาณ 117 ปีก่อน พ.ศ.หรือ 660 ปีก่อน ค.ศ.โดยคิดตามสมัยของโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) หรือ ซาราธุสตรา (Zarathustra) ผู้เป็นศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาทวิเทวนิยม เชื่อว่ามีเทพเจ้า 2 องค์ คือเทพเจ้าแห่งความดีมีนามว่า อหุระ มาซดะ (Ahura mazda) หรือออร์มุสด์ (Ormuzd) หรือสเปนตา เมนยุ (Spenta Mainyu) มีคุณลักษณะ 7 ประการ คือ สว่าง ใจดี ถูกต้อง ครอบครอง ศรัทธา เป็นอยู่ดี และ อมตภาพ มีแสงสว่างเป็นเครื่องหมาย ทรงสร้างแต่สิ่งดีงาม เช่น ความสวยงาม ความอุดมสมบูรณ์ ความสุข และความสมหวัง เป็นต้น กับอีกองค์หนึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความชั่ว หรือพญามาร มีนามว่า อหริมัน (Ahriman) หรืออังครา เมนยุ (Angra Mainyu) มีความมืดเป็นเครื่องหมาย สร้างแต่สิ่งที่ชั่ว หรือไม่ดีทั้งหลาย เช่น ความอัปลักษณ์ ความอดอยาก ความทุกข์ และความผิดหวัง เป็นต้น เทพทั้ง 2 องค์ได้ต่อสู้กันตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงมีของคู่กันในโลก เช่น ดี-ชั่ว สูง-ต่ำ ดำ-ขาว มืด-สว่าง เป็นต้น โดยสิ่งที่ดีทั้งหลายมาจากอหุระ มาซดะ ส่วนสิ่งไม่ดีทั้งหลายก็มาจากอหริมัน ศาสนาโซโรอัสเตอร์นอกจากจะมีชื่อทวิเทวนิยมแล้ว ก็มีชื่ออื่นๆอีก เช่น ศาสนาปาร์ซี เพราะศาสนานี้เกิดในเปอร์เซีย หรือเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ เพราะ ศาสนิกของศาสนานี้จะตามไฟตลอดเวลามิให้ดับ เป็นต้น ที่ว่าศาสนาบูชาไฟ มิได้หมายความว่าศาสนา โซโรอัสเตอร์เห็นว่าไฟศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่ใช้ไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งความสว่าง ความสะอาด ความรู้ และความดีเท่านั้น กล่าวคือมีไฟในที่ใดย่อมกำจัดความมืดในที่นั้น มีไฟเผาผลาญสิ่งต่างๆในที่ใด ย่อมทำลายสิ่งสกปรกให้หมดไป เหลืออยู่แต่ความสะอาดในที่นั้น   ศาสนาโซโรอัสเตอร์ได้เผยแพร่ในประเทศเปอร์เซียมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งศาสนาอิสลามได้เข้าครอบครองอาณาจักรในบริเวณนั้น ผู้นับถือศาสนาอื่นๆรวมทั้งศาสนาโซโรอัสเตอร์ได้ถูกพวกอิสลามขับไล่ ในประเทศเปอร์เซียจึงไม่มีพวกศาสนานี้เหลืออยู่เลย เพราะต้องอพยพมาอาศัยในเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย 

เทพเจ้าของศาสนาโซโรอัสเตอร์
        ศาสนาโซโรอัสเตอร์ถือว่าพระเจ้าอหุระ มาซดะแปลว่า พระเจ้าแห่งปัญญา เป็นผู้สูงสุดในสากลโลกเพียงพระองค์เดียวที่พึงเคารพบูชาเหนือสิ่งอื่น หรือเทพใดๆ พระองค์เป็นพลังแห่งแสงสว่าง แห่งชีวิต แห่งความสัตย์จริง และแห่งความดีงาม มีคู่แข่ง คือพญามารอหริมัน เป็นพระเจ้าฝ่ายชั่ว แต่สุดท้ายก็คือ ชัยชนะของคุณธรรมฝ่ายดีงามจะต้องมีเหนือความชั่วช้าในที่สุด

ศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์
       โซโรอัสเตอร์เกิดในตระกูลสามัญชนในประเทศอิหร่านเมื่อประมาณ 117 ปีก่อน พ.ศ. โซโร- อัสเตอร์เป็นคนเผ่าสปิตามา เกิดในแคว้นอซาไบจาน (Azarbijan) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน ติดกับประเทศรัสเซีย บรรดาสาวกของโซโรอัสเตอร์ต่างพากันเชื่อว่าจะมีคนวิเศษผู้ยิ่งใหญ่มาโปรดชาวเปอร์เซียล่วงหน้าก่อนโซโรอัสเตอร์เกิดกว่า 3,000 ปี โดยพระเจ้าผู้เป็นมหาเทพพระนามว่า อหุระ มาซดะ ทรงส่งผู้นั้นให้มาเกิดในรูปของแสงสว่างเป็นอมตะเข้าสู่ครรภ์หญิงสาวคนหนึ่งผู้เป็นมารดาของโซโรอัสเตอร์ เมื่อโซโรอัสเตอร์อายุได้ 30 ปี ก็ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในหมู่ชาวไร่ชาวนาที่ยากจน โซโร- อัสเตอร์จึงคิดที่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้พ้นจากความลำบาก ขณะนั่งคิดอยู่นั้นก็รู้สึกตัวเสมือนหนึ่ง พระเจ้าอหุระ มาซดะตรัสเรียกให้มาเฝ้าอยู่ข้างหน้าพระพักตร์ พระองค์ทรงไต่ถามปัญหาต่างๆจนพอพระทัย แล้วทรงมอบให้ดำเนินงานในฐานะตัวแทนของพระองค์เพื่อช่วยเหลือความทุกข์ของคนทั้งหลาย คำสั่งของพระเจ้ามีว่า “ชายผู้นี้เราได้สร้างมาเพื่อเป็นตัวแทนของเรา ชายผู้นี้เท่านั้นที่เอาใจใส่ต่อการบอกกล่าวแนะนำของเรา” ตั้งแต่นั้นมาโซโรอัสเตอร์ก็มอบกายถวายชีวิตให้เป็นพลีแด่พระเจ้า ยึดถือหลักมีความคิดดี มีการกระทำดี และมีวาจาดี ตำหนิติเตียนความสกปรกโสมม การมัวเมา การคดโกง และการหลอกลวงทั้งสิ้น โซโรอัสเตอร์กล่าวว่า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนอันนี้ ในบั้นปลายชีวิตเขาจะต้องประสบความเดือดร้อนลำเค็ญ หลังจากนั้น โซโรอัสเตอร์ก็มีโอกาสเข้าสู่ราชสำนักเปอร์เซีย ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์วิสตาสปา (Vistaspa) ได้เทศนาถวายกษัตริย์ และบุคคลในราชสำนัก คนทั้งหลายต่างก็พากันเปลี่ยนจากความนับถือเดิม คือการนับถือธรรมชาติที่ทรงอำนาจ มาเป็นนับถือพระเจ้าอหุระ มาซดะ และคำสอนของโซโรอัสเตอร์ ระยะการประกาศศาสนาของโซโรอัสเตอร์ในตอนหลัง คือตั้งแต่อายุ 57 ปี มีลักษณะรุนแรงไปข้างการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแสวงหาราชอำนาจให้แก่กษัตริย์เปอร์เซียในดินแดนใกล้เคียง ปรากฏว่ากษัตริย์เปอร์เซียผู้อุปถัมภ์ศาสนาโซโรอัสเตอร์ต้องทำสงครามกับเผ่าตุเรเนียนอย่างหนัก  ครั้งหนึ่งเปอร์เซียต้องใช้ทหารถึงแสนคนเข้าตีเผ่าตุเรเนียน และประเทศใกล้เคียงที่ปฏิเสธไม่ยอมรับนับถือศาสนาของโซโรอัสเตอร์ และได้ชัยชนะ โซโรอัสเตอร์สิ้นชีพเมื่ออายุ 80 ปี ถูกฆ่าพร้อมสาวกเป็นอันมาก ขณะทำพิธีในเทวสถานเพื่อขอพรชัยชนะแก่ประชาชนระหว่างสงครามที่พวกตุเรเนียนบุกโจมตีอาณาจักรเปอร์เซีย



คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์
       “อเวสตะ” เป็นชื่อคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ แปลว่า “ความรู้” คล้ายกับความหมายของคำว่า “เวทะ” ของพราหมณ์ ภาษาของคัมภีร์ คือภาษาอเวสตะ เป็นภาษาใกล้เคียงกับภาษาสันสกฤต คัมภีร์อเวสตะแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ดังต่อไปนี้
      1.ยัสนะ แปลว่า “บูชา” เป็นหมวดที่เก่ากว่าเพื่อน และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด มีคาถากำกับอยู่ 17 คาถา กล่าวกันว่า โซโรอัสเตอร์เขียนขึ้นเอง
      2.วิเปรัท เป็นบทอ้อนวอนต่อเทพทั้งปวง ใช้คู่กับยัสนะ ประกอบด้วยบทง่ายๆ 20 บท 3
      3.เวนทิทัท แปลว่า “กฎที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมารร้าย” เป็นระเบียบวินัยเกี่ยวกับพิธีกรรมของพระ นอกจากนั้น ยังกล่าวถึงเรื่องจักรวาล ประวัติศาสตร์ คำสอนเรื่องสวรรค์นรก สามส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญของคัมภีร์         4.อเวสตะ และใช้สำหรับนักพรตแห่งศาสนานั้นโดยเฉพาะ
      5.ยัษฏส บทสวดบูชา เป็นบทกวีสำหรับใช้สวดบูชาทูตสวรรค์ 21 องค์ และวีรบุรุษแห่งศาสนาโซโรอัสเตอร์ นักพรตได้นำมาใช้เป็นคัมภีร์แรกในพิธีกรรม เป็นคัมภีร์คู่มือของนักพรต
โขรท-อเวสตะ แปลว่า “อเวสตะน้อย” เป็นหนังสือคู่มือ สำหรับใช้สวดมนต์ของศาสนิกชนทั่วไป

นิกายในศาสนาโซโรอัสเตอร์
     นิกายที่สำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์มี 2 นิกาย คือ
       1.นิกายษหันษหิส (Shahanshahis) นิกายนี้คงถือคัมภีร์ที่ว่าด้วยการที่พระเจ้าแจ้งเรื่องราวต่างๆลงมาทางศาสดาโซโรอัสเตอร์เป็นสำคัญ ซึ่งคัมภีร์ดังกล่าวเป็นคัมภีร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยต้นศตวรรษ ที่ 3 อันได้มีการแปลคัมภีร์ของศาสนานี้เป็นภาษาปาลวี ซึ่งใช้ในเปอร์เซียในสมัยนั้น ชื่อว่า คัมภีร์เมนอกิขรัท
       2.นิกายกัทมิส (Kadmis) นิกายนี้ยึดมั่นในคัมภีร์ที่ว่าด้วยพิธีกรรมต่างๆ อันได้แก่ คัมภีร์ ชะยิต-เน-ชะยิต ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยเดียวกันกับคัมภีร์เมนอกิขรัท


หลักคำสอน และจริยศาสตร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์
    หลักธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับชาวบ้าน
       1.สอนถึงเมตตากรุณา และบาปหนักที่สุดในศาสนานี้
           1.1 สัจจะเป็นคุณธรรมข้อแรก คนที่พูดสัตย์เพียงคนเดียว ยังดีกว่าคนทั้งโลกที่พูดเท็จ
           1.2 ทานเป็นคุณธรรมข้อถัดมา จงมีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือคนยากจน ให้ความรู้แก่ผู้ที่ไม่รู้ ให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือ
          1.3 บาปหนักที่สุด คือการพูดเท็จ การพูดเท็จอาจหลอกมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถหลอกพระเจ้าได้ พระเจ้าจะลงโทษคนพูดเท็จ และคนที่ช่วยเหลือในการพูดเท็จด้วย หน้าที่ของคนดีนอกจากจะไม่พูดเท็จแล้ว ยังต้องคอยจับคนพูดเท็จด้วย
          1.4 ความเท็จก่อให้เกิดโทษทัณฑ์ชั่วชีวิต แต่ความจริงทำให้ชีวิตสูงส่งขึ้นตามลำดับ
       2.สอนถึงคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร
           2.1 ความขยันหมั่นเพียรเป็นทิพย์อำนาจ โดยอาศัยอำนาจนี้ มนุษย์จะได้อาหาร อำนาจ และทรัพย์สมบัติ
           2.2 บุคคลควรพากเพียรเพื่อตั้งตัวได้ แต่อย่าเห็นความร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติมากกว่าความร่ำรวย ทางจิตใจ
      3. สอนให้แต่งงาน ไม่ส่งเสริมเพศนักบวช ศาสนาโซโรอัสเตอร์ส่งเสริมเพศฆราวาส และการแต่งงานเพื่อสืบพืชพันธุ์ของมนุษยชาติ จะได้มีคนนับถือเทพเจ้าตลอดไป แต่ก็ห้ามมีภรรยา 2 คน การแต่งงานดีกว่าอยู่โสด การมีลูกดีกว่าไม่มี
      4.คำสอนที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกับปวงเทพ 6 ประการ
           4.1 พฤติกรรมที่สุจริตทั้งกาย วาจา และจิตใจ
           4.2 ความมีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด 

           4.3 ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
           4.4 ความเมตตากรุณาต่อสัตว์ที่ให้คุณประโยชน์
           4.5 การทำงานที่มีคุณค่า
           4.6 การช่วยเหลือผู้ยากจนให้ได้รับการศึกษา
      5.สอนถึงหน้าที่ของมนุษย์ 3 ประการ
           5.1 ทำศัตรูให้เป็นมิตร
           5.2 ทำคนชั่วให้เป็นคนดี 
           5.3 ทำคนโง่ให้เป็นคนฉลาด
      6. หลักการสร้างนิสัยที่ดี 4 ประการ 
           6.1 เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบุคคลผู้สมควร 
           6.2 มีความยุติธรรม 
           6.3 เป็นมิตรกับทุกๆคน
           6.4 ขจัดความอสัตย์ออกไปจากตัวเอง  
  หลักธรรมขั้นสูงสำหรับนักบวช
       1. ธรรม 5 ได้แก่
            1.1 เป็นผู้ถือพรหมจรรย์ 
            1.2 มีความเที่ยงธรรมทั้งกาย วาจา ใจ และสัตว์ทั้งหลาย
            1.3มีความรู้เป็นที่เชื่อถือได้
            1.4 เป็นผู้ฉลาดในพิธีกรรม
            1.5 อดทนต่อความชั่ว
      
       2. วินัย 10 ได้แก่
            2.1 มีชื่อเสียงดี เพื่อความดีของครูบาอาจารย์ 
            2.2 ไม่มีชื่อเสียงชั่ว เพื่อครูบาอาจารย์
            2.3 ไม่ทุบตี และไม่กล่าวคำหยาบต่อครูบาอาจารย์
            2.4 เชื่อฟัง และสอนตามครูบาอาจารย์
            2.5 ให้รางวัลคนทำดี และลงโทษคนทำชั่ว
            2.6 ต้องต้อนรับผู้มาหาด้วยกิริยาอันงาม
            2.7 ห้ามประพฤติชั่ว
            2.8 สารภาพความชั่วที่ตนกระทำ
            2.9 ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของศาสนา และช่วยบำรุงศาสนา
            2.10 ต้องภักดีต่อผู้ปกครองทั้งฝ่ายอาณาจักร และศาสนจักร
     
        คำสั่งสอนของศาสนาโซโรอัสเตอร์ถึงแม้จะมีมาก แต่เมื่อสรุปแล้วก็มี 3 อย่าง คือ คิดดี พูดดี และทำดี การคิดดี คือคิดแบบคนดีคิด โดยยึดมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์ถูกต้อง พูดดี คือพูดอยู่ในเหตุผล ส่วนทำดี คือการกระทำที่ได้รับการสรรเสริญจากคนดี

หลักความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์
       ศาสนานี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนย่อมได้รับผลของกรรม บุคคลใด “ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” ดังคำสอนของโซโรอัสเตอร์ในคัมภีร์ยัสนา ได้แปลความเป็นภาษาอังกฤษว่า “Evil to Evil , Good to Good” พวกเขาเชื่อว่านอกจากจะได้รับผลของกรรมแล้ว การสวดมนต์ก็ดี หรือการไถ่บาปก็ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมได้ เมื่อตนเลือกที่จะทำอย่างไร ก็เท่ากับว่าตนเองเลือกที่จะเป็นเช่นนั้น และพวกเขาต้องยอมรับผลของการเลือกนี้ 

ชีวิตหลังความตาย
        ศาสนาโซโรอัสเตอร์สอนว่า วิญญาณเป็นอมตะไม่ตายตามร่างกาย กล่าวคือเมื่อคนตายแล้ว วิญญาณจะวนเวียนอยู่กับร่างกายอยู่ 3 วัน 3 คืน แล้วครั้นรุ่งขึ้นวันที่ 4 วิญญาณจึงจะไปสู่สถานที่ตัดสิน บุญ-บาป ซึ่งพระมิตระทรงเป็นผู้ตัดสินโดยใช้ตาชั่งบุญ-บาปชั่ง จากนั้นก็จะไปขึ้นสะพานชินวัต (Chinvat) วิญญาณที่ทำความดีไว้มากก็จะเดินไปตามสะพานอย่างสะดวกสบาย สะพานนั้นจะขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ และมีเทพอัปสรคอยช่วยเหลือ และนำทาง วิญญาณจะถามเทพอัปสรว่าท่านเป็นใคร เทพอัปสรจะตอบว่าฉันเป็นอัตตาของท่าน เป็นตัวแทนความสะอาด ความบริสุทธิ์ทั้ง 3 คือ ทางกาย วาจา และใจ ที่ท่านประกอบมาแล้ว ครั้นแล้วเทพอัปสรก็นำวิญญาณนั้นไปสู่สวรรค์ดินแดนแห่งความสว่าง ความสุข ความสวยงาม และความหอม อยู่กับพระอหุระ มาซดะชั่วนิรันดร ส่วนคนที่ทำความชั่วไว้มาก ก็จะเดินไปบนสะพานด้วยความยากลำบาก เพราะสะพานเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง และสะพานนั้นจะแคบลงทุกทีจนกลายเป็นคมดาบที่คมกริบ อีกทั้งมีแม่มดตนหนึ่ง รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวมาคอยต้อนรับ วิญญาณจะถามแม่มดว่าท่านเป็นใคร แม่มดจะตอบว่าเราคืออัตตาของท่าน เป็นตัวแทนความสกปรก ความไม่บริสุทธิ์ทั้ง 3 คือทางกาย วาจา และใจ ที่ท่านได้กระทำไว้แล้ว ว่าแล้วแม่มดก็จะนำวิญญาณลงนรก ดินแดนแห่งความมืด และความทุกข์ทรมาน อยู่กับอหริมันตลอดกาลนาน แต่การตกนรกจะไม่ตกชั่วนิรันดร เขาจะตกนรกไปจนกว่าจะได้รู้สึกสำนึกตัว กลัวความชั่ว ไม่กล้าทำบาปกรรมอีก พระเจ้าก็จะนำเขาขึ้นจากนรกไปอยู่บนสวรรค์กับพระองค์ตลอดไป


ประเพณี และพิธีกรรมในศาสนาโซโรอัสเตอร์
         ก่อนที่จะมีการนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ แต่เดิมมาชาวอารยันในอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ นิยมการบูชายัญ เพื่อเซ่นสรวงอ้อนวอนเทพเจ้า ต่อมาเมื่อได้ยอมรับนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์แล้ว ได้เปลี่ยนหลักปฏิบัติจากการบูชายัญมาเป็นการสวดมนต์อ้อนวอนเพื่อขอให้พระอหุระ มาซดะ ประทานชีวิตที่ดี ที่ถูกต้องแก่พวกเขา ในขณะสวดมนต์บางทีก็เผาไม้หอม จำพวกแก่นจันทร์ ทำให้ภายในโบสถ์มีกลิ่นหอมอบอวลอยู่เสมอ ในขณะเผาไม้แก่นจันทร์ พวกพระจะต้องสวมหน้ากากทำพิธี เพื่อกันไม่ให้ลมหายใจไปโดนไฟอันศักดิ์สิทธิ์ ในทุกๆปี ชาวโซโรอัสเตอร์จะต้องทำศาสนกิจนี้เป็นประจำ โดยนำไม้แก่นจันทร์ติดตัวไปด้วย หลังจากเผาไฟแล้ว เขาจะนำขี้เถ้ากลับไปบ้านทุกครั้ง เพราะถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมที่สำคัญอื่นๆ เช่น
         1. พิธีปฏิญาณตนเข้านับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์
             เมื่ออายุครบ 7 ปี ในอินเดีย และ10 ปีในอิหร่าน และจะได้รับเสื้อ และกฤช ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับกายตลอดชีวิต
         2. พิธีนวโชติ
             ศาสนิกชนศาสนาโซโรอัสเตอร์ไม่ว่าชาย หรือหญิง เมื่ออายุได้ 15-17 ปี จะต้องเข้าพิธีนวโชติด้วยการสวมด้ายมงคล โดยผู้ชายสวมด้ายสีขาวที่เรียกว่า กุสติ ซึ่งมีทั้งหมด 72 เส้น รวมกันเป็นเส้นเดียว เพื่อเป็นเครื่องหมายธรรม 72 บทในคัมภีร์ยัสนะ แล้วใช้ด้ายพันเอว 3 รอบ เป็นสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ 3 อย่าง คือความบริสุทธิ์ทางกาย วาจา และใจ ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อขาวที่ทำด้วยผ้าลินินที่เรียกว่า สุทรา ชายและหญิงที่ผ่านพิธีกรรมนี้แล้ว เรียกว่า ผู้เกิดใหม่
        3. พิธียัสนะ
            เป็นพิธีบวงสรวงเทพเจ้าด้วยโสม หรือเหล้าศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิธีจัดขึ้นหน้ากองไฟ และมีการสวดมนต์ในคัมภีร์อเวสตะอีกด้วย
        4. พิธีบูชาไฟ
             ชาวโซโรอัสเตอร์ถือว่า ไฟ เป็นสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้ทรง แสงสว่างยิ่งกว่าแสงสว่างใดๆ ผู้ประทานความอบอุ่นให้แก่มวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อไฟอยู่ที่ใด ย่อมจะเผาผลาญสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายให้สูญสิ้นไป เหลือแต่ความสะอาดบริสุทธิ์ ความสว่างไสว และความอบอุ่น ศาสนิกชนแห่งโซโรอัสเตอร์จึงนิยมบูชาไฟ โดยจะจุดไฟเพื่อบูชาไว้ไม่ขาดสาย จะคอยระวังไม่ให้ไฟดับ จะต้องตามไฟเป็นเครื่องบูชาไว้เป็นนิจ จะจุดไฟให้ ลุกโพลงในที่บูชา หรือในโบสถ์อยู่ตลอดเวลาสิ่งที่ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์อย่าเอาใส่เข้าไปในไฟ และจะต้องให้สตรีมีฤดูอยู่ห่างจากที่บูชาไฟ 3 ก้าว
        5. พิธีศพ

             เมื่อมีคนตายตามประเพณีของโซโรอัสเตอร์ จะนำสุนัขตัวหนึ่งซึ่งมี 4 ตา คือมีจุดที่เหนือตาข้างละจุดมาไว้ใกล้ๆศพ นำสุนัขมามองศพวันละ 5 ครั้ง ภายหลังการกระทำครั้งแรกแล้ว จะนำไฟมาไว้ในห้องที่ศพอยู่ จะต้องรักษาไฟไม่ให้ดับจนครบ 3 วัน จึงย้ายศพไปไว้ในหอคอยแห่งความสงบ จะกระทำการย้ายศพในเวลากลางวัน และทิ้งศพไว้ให้เป็นเหยื่อนกแร้ง เมื่อนกแร้งจัดการศพเสร็จแล้ว ก็จะกวาดกระดูกลงไปยังบริเวณบ่อที่อยู่ตรงกลางหอคอย เมื่อล่วงไปได้ 4 วัน วิญญาณก็จะเดินทางไปสู่ปรโลกต่ไป


บทบาทของศาสนาโซโรอัสเตอร์ต่อสังคม
        1.คำสอนที่เน้นความบริสุทธิ์สะอาด ช่วยให้สังคมมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี
        2.ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพราะสอนให้มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน
        3.ช่วยให้สังคมมีความรักใคร่สมัครสมาน และสามัคคีกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ
        4.ช่วยให้สังคมประพฤติแต่ในสิ่งที่เป็นสุข ละเว้นสิ่งที่เป็นบาป ทำให้สมาชิกของสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
        5.ช่วยให้สังคมมีความเป็นอยู่อย่างมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค และความยากลำบากในชีวิต การบูชาไฟช่วยให้สังคมได้แสดงออกซึ่งความสำนึกในบุญคุณที่ธรรมชาติได้มีต่อมนุษย์












บทที่ 7 ศาสนายิว

ศาสนายิว



      ศาสนายูดาห์ หรือศาสนายิว(อังกฤษ: Judaism) คือวิถีชีวิต ปรัชญา และศาสนาประเภทเอกเทวนิยมตามความเชื่อของชาวยิว มีต้นกำเนิดในคัมภีร์ฮีบรู (หรือคัมภีร์ทานัค) รวมถึงคัมภีร์ชั้นหลัง เช่น คัมภีร์ทาลมุด ศาสนิกชนยูดาห์ถือว่าวิถีนี้เป็นพันธสัญญาระหว่างพระยาห์เวห์กับวงศ์วานอิสราเอล ศาสนายูดาห์แบบรับบีถือว่าพระยาห์เวห์ได้ประทานธรรมบัญญัติที่เรียกว่าคัมภีร์โทราห์แก่โมเสสที่ภูเขาซีนาย
ศาสนายูดาห์มีความเป็นมายาวนานกว่าสามพันปี (นับจากสมัยอับราฮัม) จึงถือเป็นศาสนาเอกเทวนิยมที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน ในคัมภีร์ทานัคที่เขียนขึ้นในยุคหลัง เช่น หนังสือเอสเธอร์ เรียกชาวฮีบรูหรือวงศ์วานอิสราเอลว่าชาวยิว คัมภีร์ของศาสนายูดาห์ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อศาสนาอับราฮัมยุคหลังด้วย คือ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาบาไฮ รวมทั้งมีอิทธิพลต่อจริยธรรมและระบบซีวิลลอว์ตะวันตกทั้งทางตรงและทางอ้อม
       ชาวยิวเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนา ซึ่งหมายรวมทั้งที่เป็นชาวยิวโดยกำเนิดและและคนที่เข้ารีตยิว ในปี ค.ศ. 2010 ประชากรยิวทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.2 ของประชากรโลกทั้งหมด ชาวยิว 42% อาศัยอยู่ที่ประเทศอิสราเอล อีก 42% อาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา ที่เหลือส่วนมากอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปขบวนการศาสนายูดาห์ที่ใหญ่ที่สุดคือศาสนายูดาห์ออร์ทอดอกซ์ ศาสนายูดาห์อนุรักษนิยม และศาสนายูดาห์ปฏิรูป แต่ละกลุ่มมีการตีความธรรมบัญญัติแตกต่างกันไป ศาสนายูดาห์ออร์ทอดอกซ์ถือว่าคัมภีร์โทราห์และธรรมบัญญัติมาจากพระเป็นเจ้า เป็นนิรันดร์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงต้องถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ศาสนายูดาห์อนุรักษนิยมและศาสนายูดาห์ปฏิรูปจะมีแนวคิดแบบเสรีนิยมมากกว่า ศาสนายูดาห์ปฏิรูปถือว่าธรรมบัญญัติต่าง ๆ เป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไป ไม่ใช่ข้อบังคับหรือพันธะ การตีความคำสอนและข้อบัญญัติต่าง ๆ ในศาสนายูดาห์ไม่เป็นสิทธิ์ขาดแก่บุคคลหรือองค์การใดโดยเฉพาะ แต่ยึดตามตัวบทในพระคัมภีร์และตามแต่รับบีหรือนักวิชาการจะตีความกันโดยเฉพาะ


พิธีกรรมที่สำคัญในศาสนายิว
      1.วันสะบาโต (Sabbath) คือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใดๆ ทุกอย่างได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่เป็นกุศล เช่น การสวดมนต์อธิษฐานภาวนาการอ่านพระคัมภีร์ และขอบคุณพระเจ้า
     2.พิธีปัสคา (Pesach) เป็นพิธีกรรมที่เกิดในสมัยโมเสสเมื่อคืนวันก่อนที่โมเสสจะพาพวกยิวอพยพจาก อียิปต์ พระเจ้าทรงส่งให้พวกยิวฆ่าแกะทำเป็นอาหารรับประทานกับขนมปังที่ไม่มีเชื้อ และต้องรับประทานให้หมดวันเดียว แล้วให้ทุบหม้อไห และเครื่องครัวทั้งหมดแล้วให้เอาเลือดแกะป้ายไว้ที่หน้าประตูเพราะในเวลา กลางคืน พระเจ้าจะส่งฑูตมรณะมาฆ่าทุกคนที่ไม่ใช่ยิว ถ้าประตูหน้าของใครมีเลือดแกะทาอยู่ทูตมรณะจะข้ามไป จึงเรียกว่า “ปัสคา” แปลว่า “ข้ามไป”ชาวยิวฉลองวันนี้ด้วยการเลี้ยงใหญ่ และอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าพิธีนี้ใช้เวลา 8 วัน ในวันสุดท้ายมีการฉลองใหญ่และทุกคนก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า “ ปีนี้พบกันที่เยรูซาเลม”
     3.พิธีเซเดอร์ (Seder) พิธีเซเดอร์เป็นพิธีเมืองที่สำคัญที่สุดในศาสนายิวกระทำในคืนแรกและคืนที่ สองของพิธีปัสคา ประกอบด้วยการนับวันที่พวกยิวอพยพจากอียิปต์ใหม่ เลี้ยงฉลองในงานรื่นเริงด้วย “คิดดุช” (Kiddush) แล้วอวยพรด้วยการราดเหล้าไวน์บนขยมปังบิดามารดามักจะอวยพรให้กับเด็กๆ
      4.วันแห่งการแก้ไข (Day of Atonement) ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันแห่งการแก้ไขความประพฤติ จะทำพิธีในโบสถ์แห่งเยรูซาเลม พระผู้ใหญ่จะเป็นผู้ทำพิธีล้างบาปให้ เมื่อเสร็จพิธีล้างบาปจะมีการเป่าเขาพร้อมกับการยืนยันว่า “เจ้านายของตนคือพระเจ้า” พระจะกล่าวคำขอโทษจากพระเจ้า ทั้งสำหรับตัวเองและชาวอิสราเองทุกคน ดังนั้นวันแห่งการล้างบาปจึงถือว่าเป็นโอกาสดีของผู้ที่ทำผิดแล้วเสียใจใน ความผิดที่ได้ทำลงไป ในเย็นวันนั้นจะมีพิธีกรรมที่เรียกว่า คอลนิดไร (Koi – Nidrei) ทุกคนตั้งสัตย์อธิษฐานเป็นการยกเลิกคำอธิษฐานเดิมที่ได้ทำลงไปแล้วโดยถูก บังคับกดขี่
        นอกจากพิธีดังกล่าวแล้ว ยังมีพิธีอื่นๆ อีกมาก เช่น พิธีฉลองปีใหม่ พิธีฉลองพืชผลในฤดูเก็บเกี่ยวในพิธีกรรมสังเวยบูชาพระเจ้านั้นชาวยิวใช้พืชผลหัวเครื่องหมอบ้าง ฆ่ากำแพะสังเวยบ้าง ศูนย์กลางศาสนาของยิวถือกรุงเยรูซาเลม เป็นนครอันศักดิ์สิทธิ์






นิกายในศาสนายิวมี 4 นิกาย 
      1. นิกายออร์ธอดอกซ์ (Orthodox) นับถือศาสนาเป็นแบบประเพณีนิยม มีมุขนายกเป็นหัวหน้าเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์โทราห์ และกฏหมายทัลมุดอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรถือวินัยข้อบังคับ 613 ข้อ รักษาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ จำกัดอาหารบางประเภทพยายามดำรงชีวิตอยู่อย่างบรรพบุรุษทุกประการ ไม่เปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณ ถือว่าประเทศอิสราเอลเป็นแผ่นดินสัญญาและมาตุภูมิของตนที่พระเจ้าได้ทรง ประทานแล้ว      2. นิกายปฏิรูป (Reform) ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนสมัยใหม่ ถือว่าพระคัมภีร์และกฎหมายรวมทั้งประเพณีต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงได้ แปลคัมภีร์ออกเป็นภาษาพื้นเมืองและภาษาต่างๆ ได้ และตีความให้เข้ากับกาลสมัย ยกเลิกข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติโบราณที่ขัดแย้งกับชีวิตสมัยใหม่ ย่นย่อพิธีกรรมให้กะทัดรัด เลิกพิธีสังเวยบูชาสมัยโบราณและการร้องเพลงในโบสถ์ ไม่เชื่อในการเสด็จมาของพระเมสิอาห์และการสร้างประเทศอิสราเอลใหม่เพราะถือ ว่าประเทศที่ตนเกิดก็คือมาตุภูมิของตน
      3. นิกายคอนเซอร์เวตีฟ (Conservative) เป็นนิกายที่พยายามเดินทางสายกลางระหว่างนิกายแรก กล่าวคือ ถือว่าศาสนายิวเป็นแก่นสำคัญของชีวิตชาวยิวทุกคน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณไว้ให้มากที่สุด ส่วนใดล้าสมัยก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขภายในกรอบของกฎหมาย
      4. นิกายรีคอนสตรักชั่น (Reconstructionism) เป็นนิกายที่แยกตัวจากนิกายคอนเซอร์เวตีฟ ระหว่าง ค.ศ. 1920–40 ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ลัทธิธรรมชาตินิยม (Naturalism) ของสหรัฐอเมริกา เป็นพวกหัวรุนแรงถืออิสระเสรีในการนับถือศาสนา และอนุโลมให้ปรับปรุงแก้ไขศาสนาให้เข้ากับชีวิตสมัยใหม่ได้

หลักธรรมของศาสนายิว
       หลักธรรมคำสอนที่สำคัญของศาสนายิว ที่นับว่ามีความสำคัญและชาวยิวใช้หลักคำสอนตามที่พระเจ้าสั่งหรือแจ้งลงมา ทางโมเสสเป็นหลัก ดังนี้
บัญญัติ 10 ประการ
      1. อย่าได้มีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเรา (พระยะโฮวา) เลย
      2. อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นสัณฐานรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าอากาศเบื้องต้น หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งมีอยู่ใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้ หรือปฏิบัติรูปเหล่านั้น ด้วยเรายะโฮวาพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าหวงแหน ให้โทษของบิดาที่ชังเรา (ยะโฮวา) นั้น ติดเนื่องจนถึงลูกหลานกระทั่งสามสี่ชั่วอายุคน แต่แสดงความกรุณาแก่ผู้รักเราและรักษาบัญญัติของเราถึงหลายพันชั่วอายุคน
     3. อย่าออกนามยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าเปล่าๆ ด้วยผู้ที่ออกนามของพระองค์เล่นเปล่าๆ นั้น ยะโฮวาจะไม่ปรับโทษหามิได้
    4. จงนับถือวันซะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ตามคำยะโฮวา พระเจ้าของเจ้าได้ตรัสสั่งไว้แก่เจ้า จงทำการงานของเจ้าให้สำเร็จ ในระหว่างหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้น เป็นซะบาโตของยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการสิ่งใดๆ คือเจ้าเองหรือบุตราบุตรีของเจ้าหรือทาสาทาสีของเจ้า หรือตัวโคของเจ้าหรือตัวลาของเจ้า หรือบรรดาสัตว์ใช้ของเจ้า จงระลึกว่าเจ้าเป็นทาสในประเทศอายฆุปโต (อียิปต์)และยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรเหยียดออกนั้น เหตุฉะนี้ ยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ได้บัญชาสั่งให้เจ้ารักษาวันซะบาโตนั้น
    5. จงนับถือบิดามารดาของตน ตามคำยะโฮวาตรัสสั่งนั้น เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และจำเริญอยู่บนแผ่นดินซึ่งยะโฮวาพระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า
    6. อย่าฆ่าคน
    7. อย่าล่วงประเวณี สามีภรรยา
    8. อย่าลักทรัพย์
    9. อย่าเป็นพยานกล่าวความเท็จต่อเพื่อนบ้าน
10. อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน อย่าโลภเรือนของเพื่อนบ้านหรือไร่นาของเขา หรือทาสาของเขาหรือทาสีของเขาตัวโคหรือตัวลาของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นของเพื่อนบ้าน
     เกี่ยวกับการสร้างโลกและชีวิตข้อความในพระคัมภีร์เก่ากล่าวว่า เมื่อเดิมพระเจ้าได้นิรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน ดินนั้นก็ว่างเปล่าอยู่ มีความมืดอยู่เหนือฟ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าได้ปกครองอยู่เหนือน้ำนั้น พระเจ้าทรงตรัสสั่งให้มีความสว่างเกิดขึ้น พระเจ้าเห็นว่า แสงสว่างนั้นดี จึงได้แยกความสว่างนั้นออกจากความมืด พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า “วัน” และทรงเรียกความมืดว่า “ คืน” มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หนึ่ง
     พระเจ้าก็ทรงตรัสให้มีวันที่ 2-3-4-5-6-7 ตามลำดับ
           วันที่ 1 ทรงสร้างกลางวันและกลางคืน
           วันที่ 2 ทรงสร้างน้ำ อากาศ และสวรรค์
           วันที่ 3 ทรงสร้างแผ่นดิน
           วันที่ 4 ทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว
           วันที่ 5 ทรงสร้างสรรพสัตว์
           วันที่ 6 ทรงสร้างมนุษย์
           วันที่ 7 คือวันเสาร์ เป็นวันพักผ่อน และมนัสการพระเจ้า
      ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงเนรมิต ฟ้า ดิน โลก สิ่งต่างๆขึ้นมาในโลกรวมทั้งพืชพันธุ์ สัตว์ต่างๆ และมนุษย์ขึ้นไว้ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ทรงระบายลมแห่งชีวิตเข้าทางจมูก ให้มีชีวิตหายใจเข้าออก มนุษย์จึงเกิดขึ้นเป็นจิตวิญญาณมีชีวิตอยู่ ทรงสร้างมนุษย์เป็นคนแรก เป็นชาย เรียกว่า อดัม และมนุษย์หญิงคนแรก เรียกว่า อีวา อาดัมและอีวา จึงกลายเป็นมนุษย์คนแรกของโลก และเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งปวง


ที่มา :http://book.dou.us/doku.php?id=df404:11

บทที่ 6 ศาสนาเซน


ศาสนาเชน

        ศาสนาเชน ไชนะ หรือ ชินะ (แปลว่า ผู้ชนะ) หรือ เดียรถีย์นิครนถ์ (แปลว่า ศาสนานอกพุทธศาสนา) (อังกฤษ: Jainism) เป็นศาสนาในประเทศอินเดีย อนุมานกาลราวยุคเดียวกับสมัยพุทธกาล เป็นหนึ่งในลัทธิสำคัญทั้ง หก ที่เกิดร่วมสมัยกับ พระพุทธเจ้า
       ศาสนาเชนไม่นับถือพระเจ้าหรือเทพเจ้า ถือหลักการไม่เบียดเบียน หรืออหิงสาอย่างเอกอุ ถือว่าการบำเพ็ญตนให้ลำบากคืออัตตกิลมถานุโยค เป็นทางนำไปสู่การบรรลุธรรมที่ ผู้ที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดทางกาย วาจา ใจ  มีศาสดาคือพระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร
       จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนานี้คือการบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากสังสารวัฏ โดยเรียกว่าโมกษะ ปัจจุบันมีเชนศาสนิกชนประมาณ 6 ล้านคน ทั่วอินเดีย โดยมากมีฐานะดี เพราะเป็นพ่อค้าเสียส่วนใหญ่

นิกายของศาสนาเชน
       เมื่อพระมหาวีระสิ้นไปแล้วศาสนิกก็แตกแยกกันปฏิบัติหลักธรรม จากหลักธรรมที่เรียบง่ายก็กลาย เป็นยุ่งเหยิง พ.ศ. 200 ก็แตกเป็น 2 นิกาย คือ
        1.นิกายทิคัมพร นุ่งลมห่มฟ้า
        2.นิกายเศวตัมพร นุ่งขาวห่มขาว

คัมภีร์ศาสนาเชน        
         คัมภีร์ศาสนาเชนชื่อ อาคมะ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิทธานตะ มีการรวบรวมขึ้นมาจากการท่องจำกันมาได้ แล้วจารึกในภายหลัง ตามหลักฐานปรากฏว่าได้จารึกเป็นอักษรปรากฤตประมาณ 200 ปีหลังสมัยพระมหาวีระผู้เป็นศาสดา ส่วนคำอธิบาย(ที่เรียกว่าอรรถกถา) และวรรณคดีของเชนในสมัยต่อมา ล้วนเป็นภาษาสันสกฤต แต่ปัจจุบันนี้คัมภีร์ อาคมะ ได้มีการถ่ายทอดสู่ภาษาพื้นเมืองและภาษาอื่นๆมากพอสมควร  คัมภีร์อาคมะ ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ 45 เล่ม โดยแบ่งออกเป็นอังคะ 11 เล่ม เป็นฤทธิวาท 1 เล่ม เป็นอุปางคะ 11 เล่ม เป็นมูลสูตร 4 เล่ม เป็นเจตสูตร 6 เล่ม เป็นคูลิกะสูตร 2 เล่ม เป็นปกัณกะ 10 เล่ม ในคัมภีร์อังคะส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาระหว่างพระมหาวีระกับโคตรมะสาวกของพระองค์ และเชื่อว่าอารยะสุธรรมเป็นผู้บันทึกไว้ แล้วส่งคำสอนให้สาวกทั้งหลาย อาคมะกลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเชน นอกเหนือจากคัมภีร์ศาสนาแล้ว ศาสนิกชนได้เขียนงานด้านปรัชญาเกี่ยวกับศาสนาของตนไว้มากมาย ทั้งในนิกายเศวตัมพรและทิคัมพร ซึ่งรวมทั้งบทละครกวี นอกจากนั้นยังมีงานเขียนเกี่ยวกับปฏิบัติโยคะ พจนานุกรม ดนตรี ตำราแพทย์ ไวยากรณ์ คณิตศาสตร์ โหราศาสตร์ นิทาน บทสวด ฯลฯ อีกมากมาย จากผลงานของปรัชญาเมธีของศาสนิกชนเชน



หลักคำสอนสำคัญของศาสนาเชน
 1.อนุพรต  อนุพรตคือข้อปฏิบัติพื้นฐาน หรือบางทีเรียกว่า ปฏิญญา มี 5 ประการ ที่สอนให้งดเว้นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม คือ       
       1.1 อหิงสา การไม่เบียดเบียนให้คนอื่น สัตว์อื่น สิ่งอื่น ได้รับความลำบากหรือการทรมานต่างๆ ตลอดจนไม่ทำลายชีวิต จะทำองก็ดี หรือใช้ให้ผู้อื่นทำก็ดี ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ข้อนี้นับว่าเป็นยอดของศีลธรรมในศาสนานี้ ดังที่ว่า “อหิงสา ปรโม ธรมะ” (ธรรมะใดยิ่งไปกว่าการไม่เบียดเบียนไม่มี) ข้อปฏิบัติข้อนี้สำหรับนักบวชแล้วถือเคร่งครัดมาก ต้องระมัดระวังทุกอิริยาบถทุกย่างก้าวในการกิน ดื่ม พูด ยืน เดิน นั่ง นอน มีการปิดปากป้องกันแมลงจะพลัดเข้าไป มีไม้กวาด แผ่นผ้า ผ้าเช็ดหน้า และผ้ากรองน้ำ ติดตัวไปด้วย สำหรับกวาดทางตลอดระยะทางที่จะเดินไป ดื่มน้ำที่กรองแล้ว หรือนั่งอยู่จะหาว จะไอ จะจาม ก็ต้องใช้ผ้าปิดป้องปากหรือไล่แมลงต่างๆไปเสีย
       1.2 สัตยะ การไม่กล่าวเท็จ ไม่คิดให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง จะต้องซื่อสัตว์ทั้งกาย วาจา และใจ มีความเที่ยงตรง ไม่พูดโดยไม่คิดก่อน มีความจริงใจต่อทุกๆคน
       1.3 อัสตียะ การไม่ถือเอาสิ่งของใดๆที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของด้วยอาการลักขโมย ไม่หลบของหนีภาษี ไม่ใช้เงินหรือทำเงินปลอม และไม่ชั่งตวงวัดโกง
       1.4 พรหมจริยะ การประพฤติสิ่งที่ดีงาม โดยการเว้นจากการประพฤติชั่วทางกาย เช่น การประพฤติผิดทางกาม และการอยู่ร่วมกับโสเภณี หรือการดื่มน้ำเมา เสพยาเสพติดต่างๆ สำหรับนักบวชก็ถือเคร่งครัดยิ่งขึ้น คือ จะต้องงดเว้นจากการเสพกาม และสละตัณหาในเรื่องกามทุกชนิดทุกระดับโดยเด็ดขาด
      1.5 อปริคคหะ ความไม่ละโมบโลภมาก ไม่โลภไม่อยากได้ของคนอื่นๆ เป็นผู้รู้จักประมาณ พอใจในสิ่งของของตน หรับนักบวชก็ถือเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น คือ จะต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่สะสมข้าวของใดๆ เที่ยวไปผู้เดียว อาหารอะไรก็รับประทานได้ไม่เลือก อาหารผสมกันหลายชนิดที่ไม่มีรสชาติอะไรก็รับประทานได้ แม้แต่น้ำล้างจานหรือเศษอาหารที่ไหลมาตามท่อน้ำเสียก็รับประทานได้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลใจเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือสมบัติติดตัวใดๆ ข้อให้ได้ปฏิบัติธรรมด้วยร่างกายันเปลือยเปล่าก็ยอม และเปลือยกายได้ไม่มีความละอาบใดๆ
2.หลักเมตตา 
    หลักธรรมที่แสดงถึงความเห็นใจผู้อื่น มี 4 ประการ คือ     1.1มีความกรุณาโดยไม่หวังผลตอบแทน
     1.2ยินดีในความได้ดีของผู้อื่น
     1.3มีความเห็นใจในความทุกข์ยากของคนอื่น รวมทั้งช่วยเหลือให้เขาพ้นทุกข์
     1.4มีความกรุณาต่อผู้ทำผิด
3.หลักฆราวสธรรม 
     ธรรมะของฆราวาส 12 ประการ
     1.1  อหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน ไม่ทำลายชีวิต 
     1.2  สัตยะ คือ ความสัตย์ไม่พูดเท็จ
     1.3  อัสตียะ คือ การไม่ลักขโมย
     1.4  พรหมจริยะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์
     1.5  อปริครหะ คือ การไม่ละโมบ ไม่อยากได้สิ่งต่าง ๆ
     1.6  ไม่เบียดเบียนสิ่งที่มีวิญญาณทั้งหลาย
     1.7  ไม่ออกพ้นเขตของตนในทิศหนึ่งทิศใด
     1.8  มีความพอดีในการกินการใช้
     1.9  ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย
     1.10 บำเพ็ญพรตทุกเทศกาล
     1.11 จำอุโบสถและฟังธรรม
     1.12 ต้อนรับเลี้ยงดูแขกผู้มาเยือน
4. มหาพรต
       ข้อปฏิบัติอันสำคัญและยิ่งใหญ่ อันเป็นทางนำไปสู่ความหลุดพ้นซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนานี้ เรียกว่า โมกษะ หรือ นิวาณะ 3 ประการ บ้างเรียกว่า ไตรรัตน์(แก้ว 3 ประการ)ของศาสนาเชน คือ       1.สัมยัคทรรศนะ ความเห็นชอบหรือความเชื่อที่ถูกต้อง กล่าวคือ มีความเชื่ออย่างจริงใจที่สุดในศาสดา 24 ของศาสนาเชนว่า ท่านศาสดาเหล่านั้นเป็นบรรพบุรุษของเรา ทุกท่านแต่ก่อนก็เป็นปุถุชนอย่างเรา แต่อาศัยที่ทุกท่านเหล่านั้นมีความวิริยะอุตสาหะขันติแรงกล้ากว่าสามัญชน จึงบรรลุถึงความหลุดพ้น(โมกษะ) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์ทุกคนสามารถเป็นชินะได้ นอกนั้นมีความเชื่อในคัมภีร์หรือคำสั่งสอนของศาสนา และเชื่อในนักบวชผู้สำเร็จผลหรืออริยธรรมในศาสนาเชน
       2. สัมยัคญาณะ ความรู้ที่ถูกต้อง ได้แก่ รู้ชอบถูกต้องในหลักการที่ศาสดาสั่งสอน รู้โลก รู้ชีวิต และสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามความเป็นจริงและด้วยความมั่นใจ
       3.สัมยัคจาริตะ ความประพฤติที่ถูกต้อง คือ ความประพฤติชอบตามธรรมวินัย หรือข้อปฏิบัติของนักบวชและของคฤหัสถ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อหิงสา การไม่เบียดเบียน
        มหาพรตหรือหลักการปฏิบัติสำคัญทั้ง 3 นี้แหละ จะเป็นวิธีการที่สามารถทำลายกรรม คือ การกระทำ ทำให้เกิดพันธนาการผูกมัดสัตว์ให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ เมื่อมีหลักการทั้ง 3 ข้อเคร่งครัดแล้ว จะทำลายกรรมได้ และบรรลุในโมกษะหลุดพ้นจากพันธนาการดังกล่าวได้

พิธีกรรมของศาสนาเชน
       1.การบวชเป็นบรรพชิต
เป็นการเปลี่ยนแปลงภาวะของคนธรรมดาสู่ความเป็นนักพรตหรือบรรพชิต เดิมทีบรรพชิตเชน ครองผ้า 3 ผืน(ไตรจีวร) เช่นเดียวกับพระภิกษุในทางพุทธศาสนา ต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมเอง ฉันอาหารเท่าที่แสวงหามาได้ ประพฤติทรมานตนเองไม่อยู่ในหมู่บ้านแห่งเดียวมากกว่าหนึ่งคืน เว้นแต่ฤดูฝนต้องถือศีลอดธรรมดา ถ้าถึงขั้นอุกฤษฏ์ต้องถือศีลอดอาหารจนตาย กาลต่อมา ล่วงมาประมาณพุทธศักราช 500 ปี นักบวชเชนได้แตกแยกกันในทางปฏิบัติออกเป็น 22 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ พวกนุ่งขาวห่มขาว เรียกว่า เศวตัมพร และอีกกลุ่ม คือพวกนุ่งลมห่มฟ้า(ชีเปลือย) เรียกว่า ทิคัมพร ผู้หญิงที่เป็นบรรพชิต ได้มีแต่เฉพาะกลุ่มเศวตัมพร เท่านั้น ส่วนกลุ่มทิคัมพร เห็นว่าปล่อยผู้หญิงมาบวชเป็นบรรพชิตนุ่งลมห่มฟ้าด้วย จะยุ่งกันไปใหญ่ จึงเห็นว่า ผู้หญิงเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์ ต่อมา 2 กลุ่มนี้ จึงกลายเป็นนิกายในศาสนาเชน

      2.การถืออัตตกิลมถานุโยค ศาสนาเชนถือว่าการทรมานตนให้ได้รับความลำบากต่างๆ เช่น การอดอาหาร การไม่พูดจากับใครๆ การอยู่ในอิริยาบถเดียวตลอดเป็นเวลานาน การกินเศษอาหารที่ไหลมาตามท่อ หรือแม้แต่น้ำล้างจาน การปลงผมโดยการถอนเส้นผมทีละเส้น เป็นต้น นั้น จะทำให้นักพรตที่บริสุทธิ์สามารถบรรลุโมกษะ อันเป็นจุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชนได้
      3.นอกจากนี้ ศาสนาเชนยังมีพิธีกรรมอื่นๆที่ชาวเชนปฏิบัติกัน เช่น พิธีรักษาอุโบสถสิกขา การลำเพ็ญพรตประพฤติวัตรในเทศกาล การเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเชนที่เรียกว่าวัดเชน หรือวิหารเชน หรือการปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าปฏิมากรศาสดามหาวีระ จะเป็นปูนปั้น หรือรูปสลักก็ตาม

บทบาทของศาสนาเชนต่อสังคม   
       1.คำสอนที่สอนให้คนมีความปรารถนาน้อยแต่พอควร ทำให้สังคมไม่เป็นสังคมฟุ้งเฟ้อ
       2.คำสอนที่สอนให้คนไม่เบียดเบียนสัตว์และคนอื่น ทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบ       3.คำสอนที่สอนคล้ายศีล 5 ของศาสนาพุทธ ทำให้คนแต่ละคนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
       4.คำสอนที่สอนให้คนเห็นชอบ รู้ชอบ ประพฤติชอบ ทำให้สังคมเป็นสังคมที่มีเหตุผล และเป็นสังคมที่เป็นระเบียบ
       5.สอนให้คนมีเหตุผลและทำดีเพื่อไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นการทำให้คนในสังคมมีจิตใจสูง ทำให้เป็นสังคมที่พร้อมจะช่วยเหลือกัน และเจริญก้าวหน้าขึ้นได้

สัญลักษณ์ของศาสนาเชน      
       1.บางกลุ่มก็ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชน คือ รูปปฏิมาของศาสดามหาวีระ ซึ่งในโบสถ์หรือวัดเชนทั่วๆไป จะมีรูปปฏิมาของศาสดาประดิษฐานอยู่ หรือภายในบ้านของศาสนิกชนก็มีรูปปฏิมาโลหะไว้บูชา เช่นเดียวกับที่ชาวพุทธมีพระพุทธรูปไว้บูชาในบ้าน ในวัด โรงเรียน และในโบสถ์ รูปปฏิมาศาสดามหาวีระเป็นรูปอิริยาบถยืนบ้าง นั่งบ้าง ที่เก่าแก่ที่สุด ได้แก่ ที่ประดิษฐานที่เมืองโลหะนิปุระ ใกล้กับเมืองพิหาร หล่อขึ้นในสมัยราชวงศ์เมารยะ 


         2.บางกลุ่มก็ว่า สัญลักษณ์ของศาสนาเชนเป็นรูปของจักรวาลซึ่งรวมเอาสัญลักษณ์ต่างๆหลายอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน ดังนี้




        1. โดยรวมสัญลักษณ์เป็นรูปของจักรวาลโดยส่วนที่อยู่ล่างสุดคือ นรก ส่วนที่อยู่ตรงกลาง คือ มนุษยโลก และส่วนที่อยู่บนสุดคือ เทวโลก        2. มือที่ยกขึ้น หมายถึงให้”หยุด” คำที่อยู่ตรงกลางกงจักร คือคำว่า อหิงสา
        3. เหนือมือขึ้นไป คือเครื่องหมายสวัสดิกะ หมายถึง สังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งทุกคนจะต้องหลุดพ้นไปให้ได้
        4. จุดสามจุดที่อยู่เหนือเครื่องหมายสวัสดิกะ คือ ไตรรัตน์ ได้แก่ สัมยัคทรรศนะ(ความเห็นชอบ) สัมยัคญาณะ (รู้ชอบ) และ สัมยัคจาริตะ(ประพฤติชอบ)
        5. รูปเส้นโค้ง หมายถึงที่อยู่ของ สิทธะทั้งหลาย ที่มีชื่อเรียกว่า สิทธศีละ อันเป็นที่พำนักสุดท้ายของวิญญาณที่หลุดพ้นแล้ว
        6. จุดเดียว ที่อยู่บนสุด หมายถึง สิทธะ ซึ่งจะบรรลุถึงจุดนี้ได้ วิญญาณต้องทำลายกรรมที่เป็นเครื่องผูกมัดให้ได้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จะต้องพยายามบรรลุถึงความหลุดพ้นนี้ให้ได้




(ลักษณะของมหาวีระ แสดงถึงความสงบท่ามกลางการเวียนว่ายตายเกิด 
แต่แตกต่างจากภาพวาดทางศาสนาพุทธเพียงแค่ลักษณะของการนุ่งห่ม)




(พระรูปของมหาวีระ มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ พระพุทธรูป 

และบางครั้งมีลักษณะใกล้เคียงกับเทวรูปฮินดู ต้องสังเกตดีๆ)